ชาคริต – แอน ย้อนเล่าดราม่าเมื่อครั้งประกาศแต่งงาน ฝ่ายหญิงโดนหนักถึงขั้นร้องไห้!?

ชาคริต แย้มนาม อดีตฉายาพระเอกไม้เลื้อยที่วันนี้ควงภรรยา แอน ภัททิรา มาเปิดชีวิตครอบครัวสุดอบอุ่น พร้อมย้อนเล่ากระแสดราม่าหลังประกาศแต่งงาน ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่อง one31 ที่มี พีเค ปิยะวัฒน์ และ เป็กกี้ ศรีธัญญา เป็นพิธีกร

โดนผลกระทบเยอะไหม?
ชาคริต : ไม่นะครับ เราเองพอเรารู้เรื่อง เราก็ติดตามข่าวตั้งแต่มันเกิดที่เมืองนอก พอเริ่มมาที่บ้านเรา ก็เข้าใจว่าควรอยู่ที่บ้านให้มากที่สุด ถ้าไม่จำเป็น ถ้าคุณไม่ได้มีหน้าที่อะไรอย่าออกมาเพื่อเซฟตัวเอง และด้วยความที่เราสองคนลูกยังเล็กมากมันก็วิตกจริตอยู่ตลอดอยู่แล้ว อย่างแอนเขาทำโฮมออฟฟิศอยู่แล้ว ส่วนของผมยังอยู่ในวงการบันเทิงที่ออกไปต้องเจอคนร้อยพ่อพันแม่ ช่วงแรกกล้บไปบ้านแล้วมองหน้าลูกน้ำตาจะไหล คือเราเจอคนเยอะมาก เราจะแตะตัวเขาได้ไหม คือเราเองก็ไม่รู้ว่ายังไง จนมันเริ่มเป็นไรหวะหายใจไม่ออก แน่น จนไปโรงพยาบาล สุดท้ายเป็นกรดไหลย้อน คือเครียดจนเป็นกรดไหลย้อน ผมอยู่บ้านวัดไข้ตัวเองวันละ 3-4 รอบ
แอน : ใช่คะ ทั้งบ้าน คือต้องซื้อปรอทให้ทุกคน พนักงาน แม่บ้าน คนรถ คนละอันแล้วเขียนในกรุ๊ปบอกว่าให้ส่งอุณหภูมิของแต่ละคนทุก 4 ชม. เข้ามา

เรามาคุยเรื่องชีวิตครอบครัวกันหน่อย ตอนนี้เป็นครอบครัวมากี่ปีแล้ว?
ชาคริต : เกือบ 3 ปีแล้ว มีความสุขมาก มันเรียบง่าย ได้อยู่กับธรรมชาติ ทำงานเสร็จก็กลับไปทำสวนที่จันทบุรี

เหมือนที่เราฝันไว้ไหม?
ชาคริต : ผมค่อนข้างมองชีวิตเป็นอะไรที่เรียบง่ายอยู่แล้ว ด้วยสายงานที่วุ่นวายอยู่แล้ว การที่เราทำงานตื่นมาแล้วต้องไปเป็นใครก็ไม่รู้ในเรื่องของการแสดง พอเรากลับมาบ้านก็อยากจะอยู่บ้านให้แบบเรียบง่ายที่สุด เพราะจริงๆ แล้วผมเป็นคนยังไงก็ได้ สบายๆ

แอนคิดไหมว่าชีวิตแต่งงานจะเป็นแบบนี้?
แอน : เกินกว่าสิ่งที่คิดไว้ ก็ต้องขอบคุณพี่เขาที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมันมีคุณค่ามากขึ้น เขาสอนให้เรารู้จักว่าความรักคืออะไร สอนให้เรารู้จักว่าการมีคุณค่าในแต่ละวันมันคืออะไร เมื่อก่อนเป็นคนห้าวๆ อยากไปไหนก็ไป แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกอยากกลับบ้าน รู้สึกว่าเขาเติมเต็มจนเกิน รู้สึกว่าการกลับมาอยู่บ้าน การมีความรักในครอบครับ มันเป็นสิ่งที่วิเศษมากๆ

ครอบครัวนี้สมบูรณ์แบบเพราะว่ามีลูกแล้ว?
ชาคริต : ใช่ น้องโพธิ์จะครบ 2 ขวบปลายเดือนเมษายนนี้ครับ

น้องโพธิ์เวลาอยู่ที่บ้านดื้อไหม?
ชาคริต : ไม่มีความดื้อ แค่ซนมาก

พ่อแม่ดุไหม?
ชาคริต : ผมไม่ดุ
แอน : นิดนึงค่ะ ต้องสอนเขา บางทีต้องใช้เสียงเข้าข่มบ้าง

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ต้องผ่านขั้นตอนกระบวนการต่างๆ ที่ต้องฝ่าฟันต่างๆ นานา โดยเฉพาะคุณแอน มีคอมเมนต์ต่างๆ ว่าไม่เหมาะสม ไม่สวย กระแสตอนนั้นเป็นยังไงบ้าง?
แอน : ค่อนข้างแรงมากด้วยค่ะ อย่างเรื่องงานแต่งงาน เราก็มีการเตรียมมาพอสมควร เพียงแค่เราไม่ได้บอกใคร เพราะเราอยากแต่งกันเงียบๆ แต่ว่าก็จะมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่เราเชิญ หรือว่าเพื่อนฝูงที่เราเชิญ เขารู้ว่าต้องมางานวันนี้ แต่พอวันที่ข่าวออกมันใกล้กับวันที่แต่งเต็มที่แล้ว เราก็เลยช็อก แล้วมันก็โดนกระแสค่อนข้างแรงมาก

อะไรบ้างที่แรงที่สุด ที่เราจำจนถึงวันนี้?
แอน : ที่แรงสุดๆ คงจะด่าครอบครัวว่าเลี้ยงลูกมายังไงให้จับผู้ชายแล้วท้อง มันจี๊ดนะคะ ค่อนข้างจะรู้สึกว่าไม่ได้รู้จักเรา แต่ตัดสินเราด้วยอะไร ซึ่งเราก็คุยกันตลอด สิ่งที่มันทำให้เราผ่านมาได้ก็คือตัวเขาด้วย ตัวครอบครัวด้วย

เคยร้องไห้กับชาคริตไหม?
แอน : หูย….ร้อง
ชาคริต : ร้องครับ ก็เสียใจว่าเขาทำอะไรผิด ผมก็บอกว่า ขอโทษเขาไป สิ่งที่เราไม่ได้บอกใครตอนนั้นเพราะว่าเราเองก็อยากมีชีวิตเหมือนคนทั่วไป ซึ่งผมพูดหลายครั้งแล้วล่ะ เพราะเรารู้ว่ามันจะเป็นยังไง ถ้าเกิดคนเริ่มเข้ามามีความอยากรู้อยากสนใจ เพราะด้วยความที่เป็นตัวเราเอง สิ่งที่ผมกลัวที่สุดที่ทำให้อยู่กันไม่ได้ ก็คืออาจจะไปกระทบกับครอบครัวเขาหรือเปล่า ที่แบบภายใน 3 ชม. ภายในข้ามคืนทุกคนมาสนใจ เขาจะช็อกหรือเปล่า เพราะเขาใช้ชีวิตปกติมาตลอด นั่นคือสิ่งที่เราเป็นห่วงมากกว่า มันจะทำให้เรากับเขาจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน เราโทษที่ตัวเรามากกว่า ซึ่งอาชีพนักแสดง แต่ว่าบางทีมันมาพร้อมกับสื่อสังคมอะไรอย่างนี้มันมาเป็นของคู่กัน ซึ่งตรงนี้มันต้องใช้ระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์กว่าที่คนจะเริ่มเข้าใจ แต่กว่าจะถึงวันนั้นผมกลัวว่าเขาจะอยู่กับเราไม่ไหว มันก็เลยกลายเป็นเครื่องพิสูจน์ ไม่ได้พิสูจน์เราเองกับสังคมแต่ว่าเป็นเป็นการพิสูจน์เราสองคนเองด้วยซ้ำว่าเรารักกันจริงหรือเปล่า เราอยู่ด้วยกันได้ไหม ทุกวันนี้มันก็เป็นบทสรุปที่ออกมา ผมว่ามันเป็นสิ่งที่สวยงาม ก็ดีใจที่ทุกคนเข้าใจ และทุกวันนี้ประเด็นพวกนี้ก็หายไปแล้ว

กับคำถามที่ว่าถ้าไม่ท้องก็ไม่แต่ง?
แอน : วันนั้นที่เกิดเหตุการณ์ พี่คริตก็มาขอโทษที่ทำให้เราต้องเจอสถานการณ์แบบนี้ แต่ถามว่าไม่ท้องก็ไม่แต่ง คือจริงๆ เราสองคนมีการคุยกันไว้นานมากแล้ว ตั้งแต่พอเริ่มคบกัน เราบอกว่าเราจะไม่เสียเวลากับการคบกัน ถ้าเราคบ เราจริงจัง เรามีลูกเลยนะ เราคุยกันแบบนี้เลย ชัดเจน
ชาคริต : ไม่ได้คิดว่าจะจัดงานแต่งงานเลยด้วยซ้ำ คือผมเองก็เคยผ่านชีวิตการมีคู่ ซึ่งตั้งแต่มีแฟนมามีคู่แล้วมันก็ไม่ประสบความสำเร็จ มันก็เลยทำให้มุมมองชีวิตเป็นอีกแบบหนึ่งกับที่ผมรู้สึกว่า…เห้ย..โฟกัสที่ตัวเราดีกว่าอย่าไปโฟกัสในวงกว้าง มีความสุขแค่ไหน ยังไง เราอยากเป็นแบบไหน เราก็เป็นอย่างนั้น บางคนแต่งงานอาจจะไม่อยากมีลูกก็ได้ แต่การที่เรามีลูก เราอยากมีลูกไม่ใช่ว่าเราต้องแต่งหรือเปล่า แต่สุดท้ายมันเหมือนจัดงานเลี้ยง เพื่อให้เพื่อนๆ ผู้ใหญ่มารับรู้ เพื่อให้เกียรติกับทางครอบครัวเขา กับทางฝั่งของผมอีกทีหนึ่ง เพื่อที่ให้เขามาเจอมารู้จักกัน

ตกลงคุณแพลนว่าจะมีลูกคนที่2?
ชาคริต : แพลนว่าจะมี แล้วยังยืนยันว่าอยากมีแน่นอน

แต่มีข้อแม้?
แอน : ก็คือมันจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่แพลนว่าจะมี แต่เขาเป็นคนที่ทำงานหนักตลอดเวลา แล้วเขาบอกว่าอยากมีลูกผู้หญิง ตัวเราก็อยากมีลูกผู้หญิงทีนี้จะทำยังไง เคยคุยถึงขั้นทะเลาะกันว่าไปปรึกษาคุณหมอทำเลยไหม เขาบอกว่าไม่ เธอไม่ต้องมาคุยกับฉันเรื่องนี้อีกนะ ยังไงฉันก็จะธรรมชาติ เราก็เลยตัดสินใจโหลดแอพฯ เห็นทุกคนบอกว่ามีแอพฯ เราก็เลยโหลดดูว่าวันไหนยังไง วันไหนได้ผู้หญิง วันไหนได้ผู้ชาย แต่ทุกครั้งแบบ ตัวเองๆ วันนี้ไข่ตก มันก็กลายเป็นว่าแทนที่เราจะสวีตหวาน มันกลายเป็นหัวเราะ แล้วก็เฟลกันไป
ชาคริต : กลับมาบ้าน ทำงานเสร็จ เหนื่อยก็เหนื่อย สักพักมาละ ตัวเองๆ วันนี้ไข่ตก ผมบอก…โอ้ย มันกลายเป็นเหมือนข้อบังคับยังไงก็ไม่รู้ มันกลายเป็นหน้าที่มาก คือผมแค่ยังรู้สึกว่าให้ถึงที่สุดจริงๆ ก่อนว่าเราไม่มีความสามารถทำให้ติดโดยธรรมชาติแล้วตรงนั้นเราถึงค่อยไปปรึกษาหมอ ผมมีความเชื่อว่าพอถึงจุดหนึ่งไม่ว่าจะธรรมชาติหรือไม่ธรรมชาติมันอาจจะเป็นช่วงจังหวะ เหมือนตอนที่โพธิ์มา ผมเชื่อว่าเขาส่งสิ่งที่ดีที่สุดมาให้ เราก็เลยยังเชื่อว่าพอถึงเวลาเดี๋ยวเขาก็มาเอง เราก็จะได้ลูกอีกหนึ่งคนที่ดีที่สุด

ติดตามรายการ คุยแซ่บShow ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ 13.45-14.45 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Copyright © 2016 MThai.com All rights reserved. หมายเลขทะเบียนการค้าอิเล็กทรอนิกส์ : 0127114707040